Site icon Motherhood.co.th Blog

ฝุ่น PM 2.5 ในกทม.กำลังวิกฤต ทำเด็กป่วยเยอะขึ้น

ฝุ่น 2.5 กลับมาแล้ว

ฝุ่นตัวร้ายทำอันตรายทั่วกทม.อีกรอบแล้ว

ฝุ่น PM 2.5 ในกทม.กำลังวิกฤต ทำเด็กป่วยเยอะขึ้น

ผ่านพ้นปีใหม่มาไม่ทันไร คุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ แย่ลงอีกแล้ว สาเหตุเพราะ “PM 2.5” เจ้าเก่านั่นเอง ล่าสุดวัดออกมาเกินค่ามาตรฐานถึง 50 พื้นที่ในกรุงเทพฯ และโรงเรียนในสังกัดกทม.ก็ประกาศหยุดเรียนแล้วเป็นเวลา 2 วันด้วยกัน คุณพ่อคุณแม่คงอยากหาวิธีที่จะช่วยป้องกันลูกรักให้พ้นจากภัยฝุ่นให้ดีกว่าเดิมกันใช่ไหมละคะ มาติดตามบทความไปด้วยกันเลยค่ะ

สถานการณ์ฝุ่นล่าสุด

เมื่อวานนี้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล จำนวน 52 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 47-85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. โดยฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ ทำให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีส้ม) มี 50 สถานีด้วยกัน

ฝุ่นมารอบนี้ทำเด็กป่วยกันมากขึ้น

อันตรายของฝุ่น PM 2.5

ฝุ่นร้ายที่เรารู้จักกันในนามฝุ่น PM 2.5 เป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ มันสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และกระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง และยังส่งผลให้คนเรามีอายุขัยที่สั้นลงอย่างน้อย 0.98 ปี ตามรายงานจากองค์การอนามัยโลก

เมื่อเด็ก ๆ เริ่มป่วยเพราะฝุ่น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีเด็กๆ ป่วยระบบทางเดินหายใจกันเยอะมาก ถึงขั้นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาหลายต่อหลายเคส โดยมีอาการต่าง ๆ เช่น

การป้องกันฝุ่นเบื้องต้น

  1. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน
  2. หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง
  3. เช็คสภาพอากาศของสถานที่ที่จะไปทุกครั้งด้วยเครื่องวัด PM หรือแอพพลิเคชั่นตรวจฝุ่นละออง
  4. ติดเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน
  5. งดสร้างมลพิษเพิ่มเติม จากการเผาหญ้า เผาขยะ จุดไฟ หรือธูปเทียนในปริมาณมาก
ปกป้องลูกจากฝุ่นด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน

เลือกหน้ากากอนามัยอย่างไรให้เหมาะกับเด็ก

วิธีการดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นคือการสวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งการเลือกซื้อหน้ากากกันฝุ่นก็อาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่ค่อยแน่ใจกันอยู่ ว่าเลือกแบบไหนถึงจะสามารถป้องกันฝุ่นร้ายได้จริง โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ ก็ยิ่งต้องเลือกหน้ากากอนามัยอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็ก ๆ จะสวมใส่มันและป้องกันอันตรายอย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ

สำหรับหน้ากากอนามัยนั้น ปัจจุบันมีให้เลือกซื้อหาเพื่อใช้งานอยู่ 3 ประเภท ตามความต้องการใช้งาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. หน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้า

หน้ากากอนามัยประเภทนี้เหมาะที่จะใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลายจากการไอจาม แต่อาจไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ได้ ข้อดีของหน้ากากอนามัยชนิดนี้คือเราสามารถซักทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้

2. หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น

หน้ากากอนามัยชนิดนี้พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะด้านหนึ่งจะเป็นสีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ที่สำคัญราคาไม่แพง มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นได้ดีระดับหนึ่ง แต่หากเป็นฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กระดับไมครอนแล้ว หน้ากากอนามัยประเภทนี้จะไม่สามารถป้องกันได้

3. หน้ากากอนามัย N95

จัดเป็นหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันทั้งฝุ่นควันและเชื้อโรคได้ดีที่สุด เพราะมีคุณสมบัติป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานนานประมาณ 3 สัปดาห์ เราจึงสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่ด้วยความที่หน้ากากอนามัยประเภทนี้มักมีขนาดใหญ่ หากต้องการซื้อหาให้เด็กเล็กใช้ ก็ต้องเลือกหาแบรนด์ที่ทำขนาดเล็กสำหรับเด็กออกจำหน่าย

หน้ากากอนามัย N95 คือแบบที่กันฝุ่นได้ดีที่สุด

วิธีใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

คนไทยส่วนใหญ่ยังสวมใส่หน้ากากอนามัยโดยหันฝั่งหน้ากากไม่ถูกต้อง ซึ่งการสวมใส่ที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานหน้ากากอนามัยลดลงเป็นอย่างมาก หลังจากที่ซื้อหน้ากากอนามัยมา ควรทำตามขั้นตอนในคู่มือการใช้งานจากผู้ผลิต หรือหากไม่มีคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์ ก็ควรทำตามขั้นตอนการสวมใส่ดังต่อไปนี้

  1. จับที่ห่วงของหน้ากากอนามัยทั้งสองข้าง โดยไม่สัมผัสกับส่วนที่เป็นหน้ากาก
  2. หัดด้านที่มีสีเข้ม (อาจเป็นสีฟ้า สีเขียว หรือสีเทา) ออกด้านนอก
  3. หากเป็นหน้ากากอนามัยที่มีแถบลวด ให้ขอบของหน้ากากอนามัยที่มีแถบลวดอยู่ด้านบน
  4. สังเกตอีกครั้งว่ารอยจีบด้านนอกของตัวหน้ากากเป็นลักษณะพับลง
  5. คล้องห่วงที่หูทั้งสองข้าง แล้วปรับให้พอดี
  6. ดัดแถบลวดให้พอดีกับบริเวณดั้งจมูก
  7. ดึงด้านล่างของหน้ากากอนามัยลงมาให้คลุมถึงบริเวณใต้คาง
  8. หากเป็นหน้ากากอนามัย N95 ที่มีห่วงคล้องศีรษะ ก็จะมีขั้นตอนเพิ่มเข้าไปอีก คือต้องคล้องศีรษะทั้งสองเส้น ในลักษณะที่ไขว้กันเป็นตัว “x” และเมื่อใส่ถูกต้องจะรู้สึกหายใจอึดอัดกว่าเดิมเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะหน้ากากจะครอบอยู่อย่างมิดชิด

การหันด้านของหน้ากากอนามัยให้ถูกต้องก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งด้านที่ถูกต้องจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิต แต่โดยส่วนมากแล้วจะเป็นด้านที่มีสีเข้มกว่า ส่วนด้านในรอยจีบยังสามารถกักเก็บน้ำลายจากการไอหรือจามได้ด้วย นอกจากนี้พื้นผิวของวัสดุสองด้านมักจะไม่เหมือนกัน จุดนี้เป็นข้อสังเกตได้ดีหากหน้ากากอนามัยที่ใช้ทำออกมาสีเหมือนกันทั้งสองด้าน หากสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบสลับบนล่างจะไม่มีผลต่อการใช้งาน เพราะตัวกรองฝุ่นจะอยู่ตรงกลาง ไม่ได้อยู่แค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งหรืออยู่รอบ ๆ ถึงกระนั้นก็ควรใส่ให้ถูก เพราะแถบเหล็กที่ใส่มาในขอบหน้ากากอนามัยนั้นจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการสวมใส่ โดยสวมใส่ให้อยู่บริเวณดั้งจมูกเสมอ การสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องยังควรล้างมือก่อน และหากเป็นไปได้ควรใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

เนื่องจากว่ามีแต่โรงเรียนสังกัดกทม.เท่านั้นที่ประกาศหยุดเรียน หากลูกรักของคุณไม่ได้หยุดด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องหาหน้ากากอนามัยมาให้ลูกใส่ทุกวันที่ต้องออกไปเรียนนะคะ หรือถ้าน้องคนไหนแพ้ง่าย สุขภาพไม่ได้แข็งแรงมากอยู่แล้วแต่แรก ก็ให้หยุดเรียนไปก่อนจะดีกว่าค่ะ ไม่ให้เสี่ยงต่อสุขภาพนะคะ

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th